เกี่ยวกับเรา


Children & youth and community Participation in Disaster Risk Reduction
and Climate Change Adaptationin Northern Thailand and Mekong Sub Region

แนวคิดของโครงการ

          ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถิติของภัยธรรมชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากเดิมที่จำนวนประมาณ 200 ครั้ง ต่อปีในปี 1980    มาเป็นประมาณ 400 ครั้งต่อปีในปัจจุบัน ภัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนราว 250 ล้านชีวิตต่อปี และประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้  คือเด็ก (ข้อมูลจาก save  the children)  ดังนั้น จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนและเด็ก โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวหรือเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ  ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ  โดยการลดปัจจัยที่ทำให้เกิดความล่อแหลมหรือความเสี่ยงต่อเด็กและชุมชนอย่างมีส่วนร่วม   

          ในขณะเดียวกันต้องมีการสร้างความพร้อมในการรับมือด้วยการพัฒนาและสร้างระบบรองรับการปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินและการฟื้นฟูของภาคประชาสังคมให้มีประสิทธิภาพ และสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาสังคมต่อการทำงานเพื่อการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือและการส่งเสริมให้เกิดนโยบาย กฎหมาย หรือระเบียบ ในระดับท้องถิ่น  จังหวัด  ประเทศ ที่สอดคล้องและเอื้อต่อการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม  

          ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและชุมชน รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม มีความรู้ ความสามารถ และมีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ ภายใต้หลัก คิดที่ว่า ““เด็กและครอบครัวมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากภัยพิบัติ   มีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และรวมทั้งได้รับการสนับสนุนให้มีความสามารถในการเตรียมรับกับภัยพิบัติต่าง ๆ”


สถานการณ์และแนวโน้มของภัยพิบัติในระดับโลก

          องค์การสหประชาชาติ (World  Population  Prospects : The 2012 Revision, UN) คาดว่าในปี  พ.ศ. 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,600 ล้านคน  ซึ่งจะทำให้ความต้องการสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคปัจจุบันมีสูงมากขึ้น กอปรกับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน   ซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ถูกใช้อย่างรวดเร็วและฟุ่มเฟือย การพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเหตุให้ระบบนิเวศถูกทำลายอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  ในขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental  Panel on Climate  Change : IPCC 2014) คาดการณ์ว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงปี พ.ศ. 2544 - 2643 เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศมากเกินกว่าที่เคยเกิดขึ้น ทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) ซึ่งทำให้ให้สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อฤดูกาลต่าง ๆ และที่สำคัญคือส่งผลให้สภาพอากาศเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรง อันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และจากข้อมูลของ save  the children พบว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา  สถิติของภัยธรรมชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากเดิมที่จำนวนประมาณ 200 ครั้ง ต่อปีในปี 1980    มาเป็นประมาณ 400 ครั้งต่อปีในปัจจุบัน ภัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนราว 250 ล้านชีวิตต่อปี และประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้  คือ เด็ก

สถานการณ์ในเอเชียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

          จากรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติประจําปีที่จัดทําโดยโครงการ International Strategy for Disaster Reduction (ISDR) ขององค์การสหประชาชาติ (http://www.em-dat.net) ตั้งแต่พศ.2534-2548 ระบุว่าทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีประชากรได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุดถึง ร้อยละ 5.73  รองลงมาคือทวีปออสเตรเลียรวมประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิค มีผู้ได้รับความเสียหายคิดเป็นร้อยละ 4.04 ทวีปอัฟริกา ร้อยละ 2.38 ทวีปอเมริกา ร้อยละ 0.57  ทวีปยุโรป  ร้อยละ 0.24   (ที่มา EM-DAT : The OFDA/CRED International Disaster Database. UCL-Brussels, Belgium เข้าถึงได้จาก  www.unisdr.org/disaster-statistics/impact-affected.html) และในปี พ.ศ.2550 จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ 10 อันดับแรกมีจำนวนถึง 179 ล้านคน โดย 9  อันดับแรกเป็นผู้ประสบภัยในเอเชียจํานวน 177 ล้านคน ที่มา:Annual Disaster Statistical Review: The Numbers and Trend 2007  ซึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทั่วโลกในปี พ.ศ.2550 พบว่าในทวีปเอเชียประสบภัยพิบัติสูงสุดทั้งจํานวนครั้งที่เกิด จํานวนผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบ และมูลค่าการสูญเสีย